วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

Reminiscence * End of the Marionette's Strings - Prologue

Reminiscence * Marionette Prologue


ฤดู : ใบไม้ผลิ

สถานที่ : ในห้องเรียน


นาซึนะ : ทุกคน~ คงจะเหนื่อยแย้วล่ะสิ..... ♪


มิตสึรุ : อะฮะฮะ นี่จัง คุณนี่แหละที่ดูท่าจะเหนื่อยที่สุด! ฮึบเข้าไว้! กินขนมปัง! ขนมปัง ขนมปัง ขนมปัง~☆



โทโมยะ : ขนาดเพิ่งจบการแสดงนายยังมีแรงเหลือเยอะขนาดนี้ได้....  ที่จริงฉันก็หิวเหมือนกัน แบ่งขนมปังมาบ้างได้มั้ย?



มิตสึรุ : แน่นอน! ระหว่างที่ฉันกลับมาฉันแวะซื้อมาจากร้านค้าน่ะ~ ว่าแต่นายอยากกินอันไหนล่ะ?


อันกลมๆ อันนั้นหรืออันที่ไม่กลมอันนั้น~ หรือว่าอันที่ห้อยอยู่ตรงนั้น หรือว่าอันสีแดงตรงนั้นดีล่ะ! ♪



โทโมยะ : เรียกว่าอันปัง ขนมปังแกงกระหรี่ หรืออะไรแบบนี้จะได้มั้ย? นายอธิบายแบบที่ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ...


เฮ้อ~ ฉันยอมแล้วล่ะ แค่ขยับนิ้วยังรู้สึกว่าจะไม่ไหวเลย มิตสึรุ นายนี่แข็งแรงจริงๆ~ นายนี่ไปได้ไกลแหงๆ เลย



มิตสึรุ : ฉันออกกำลังกายเหรอ? ใช่แล้ว! ฉันออกกำลังกายประจำเลย เพราะว่าฉันจะต้องลดไขมันยังไงล่ะ! หนึ่ง สอง สาม สี่! ♪



โทโมยะ : ไม่ใช่สิ ไม่ใช่ออกกำลังกาย แต่ฉันบอกว่านายไปได้ไกลต่างหากล่ะ... ทำไมนายถึงได้มีแรงเยอะขนาดนี้กันนะ?


หืม?! ฮาจิเมะ? นายไหวมั้ย? ยังมีชีวิตอยู่รึเปล่า?



ฮาจิเมะ : .......เอ๊ะ!?


ข-ขอโทษ พอดีว่า... ผมรู้สึกว่าจะเป็นลมน่ะ



โทโมยะ : นายไม่ค่อยแข็งแรงสินะ ฮาจิเมะ~ แต่จริงๆ ฉันเองก็ว่านายไม่ค่อยได้หรอก


พูดตรงๆ เลยว่าช่วงครึ่งหลังฉันแทบจะขยับเท้าไม่ไหวแล้วด้วยซ้ำ หมวกของฉันหลุดตอนแสดงไปได้ครึ่งนึง แต่ฉันไม่มีแรงหยิบมันขึ้นมาเลย แย่จริงๆ


ขอโทษนะ นี่จัง.... ผม.. ถ่วงคุณใช่มั้ย?



นาซึนะ : พูดอะไรของนาย นายทำได้ดีแล้วที่เคลื่อนไหวได้มากขนาดนั้นน่ะ


แม้ว่าพวกนายจะแทบไม่มีประสบการณ์ไลฟ์มาก่อนเลย แต่ว่าพวกนายก็ทำได้ดีมากๆ เลยล่ะ เดี๋ยวนี่จังจะทำชามะนาวร้อนๆ ให้กินเอง ♪


มันช่วยได้เยอะเลยล่ะ~ ดื่มเข้านะ ฉันมีผ้าร้อนด้วย♪



ฮาจิเมะ : โอ๊ะ~....  มันอุ่นจังเลย สบายดีจัง.... ♪



มิตสึรุ : นี่จัง ดูนี่สิ ดูนี่! มันมีเม็ดมะนาวอยู่ในนี้ด้วยล่ะ! ฉันโชคดีจังเลย! ถ้าเกิดปลูกไว้ตรงนี้ล่ะก็ ปีหน้าพวกเราจะต้องมีมะนาวไว้กินเยอะมากแน่ๆ เลย!


อะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ☆



นาซึนะ : มิตสึรุจิน ถึงนายจะแข็งแรงก็เถอะ แต่ว่าร่างกายนายก็ยังน่าเป็นห่วงอยู่ดีนะ.... นายยังคงมีแรงเหลือมาตั้งแต่อยู่บนเวที แต่ว่าถ้าเกิดนายไม่รีบพักผ่อนเข้าล่ะก็ พรุ่งนี้มันจะแย่เอานะ


เอาเถอะ แต่ว่านายก็ยังเด็กแหละ เพราะงั้นฉันว่าคงไม่เป็นไร แต่ว่า...


อา~... มีแต่คนเป็นห่วงฉันงั้นสินะ


ตอนนี้ท้องไส้ปั่นป่วนไปหมดแล้วเนี่ย...



ฮาจิเมะ : อะฮะฮะ.... ผมเองก็กระวนกระวายเหมือนกัน เพราะว่าผมได้อยู่ใกล้ๆ คุณแล้วก็มองคุณไปด้วย


บรรยากาศมันกดดันเหมือนกับเวลาที่ครอบครัวของผมพูดเรื่องการเงินในบ้านเลยล่ะ



โทโมยะ : นี่จัง วันนี้คนที่พวกเราเจอในไลฟ์น่ะ..... จะเป็นอะไรมั้ยถ้าเกิดผมอยากถามเกี่ยวกับ Valkyrie?


มันเป็นยูนิตที่คุณเคยอยู่เมื่อก่อนใช่มั้ย?



มิตสึรุ : อ๊ะ! ผมก็อยากรู้เหมือนกันนะ! เจ้าพวกนั้นมันแปลกชะมัด! ผมพูดไม่ถูก แต่ตัวสั่นไปหมดเลย!



ฮาจิเมะ : อย่างกับคนละโลกเลยนะครับ? เหมือนกับว่า... พวกเขาไม่ใช่มนุษย์? มันมีอะไรที่ดูแปลกๆ พวกเขาดูนิ่งมากเลย... แต่ว่าการแสดงของพวกเขาก็ยอดเยี่ยมมากเหมือนกัน


แม้ว่าพวกเราจะมีกันสี่คน แต่พวกเขามีกันแค่สอง แต่ก็เหมือนกับว่าพวกเขาสามารถเตะพวกเราลงจากเวทีได้ทุกเมื่อเลย...


ถ้าเกิดมันไม่ใช่การแข่งแต่ว่าเป็นการแสดงเฉยๆ พวกเราคงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่านี้ 


ผม... รู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในฝันร้ายมาซักพักแล้วล่ะ... พวกเขาน่ากลัวจริงๆ



โทโมยะ : แต่ว่านายรู้มั้ย ถ้าเกิดเทียบกับในสมัยที่ Valkyrie รุ่งเรืองที่สุดแล้ว นี่เรียกได้เลยว่าพวกเขายังไม่ได้แสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาให้ได้เห็น


ฉันคิดว่าน่าจะเป็นเพราะว่านี่จังออกมา? ดูเหมือนว่าพวกเขาจะขาดคนที่สำคัญไป


แต่ว่านะ ยังไงก็เถอะ พวกเราแพ้อยู่ดี


มันน่าหงุดหงิดจริงๆ นะ... ฉันคิดว่าพวกเราจะสูสีมากกว่านี้ซะอีก แต่ว่า...



มิตสึรุ : อย่ามาทำตัวมืดมสน่า ทั้งนายโทโมะจัง นายด้วย ฮาจิเมะจัง! ศัตรูของพวกเราเป็นมนุษย์เหมือนกัน เหมือนกับพวกเรา! พวกเขาไม่น่ากลัวหรอกถ้าเอาไปเทียบกับปืนกลหรือว่ารถถัง!


ครั้งหน้าพวกเราไม่มีวันแพ้แน่~! อ๊าา แต่มันก็น่าหงุดหงิดจริงๆ นั่นแหละ!


ฉัน.. ฉันจะไปวิ่งเพิ่มนะ! วิ่ง แล้วก็วิ่ง แล้วก็เติบโตขึ้น และแข็งแกร่งขึ้น! ☆



โทโมยะ : เดี๋ยวสิ ฉันบอกว่าให้นายพักไงถึงนายจะไม่ออกอาการก็เถอะ แต่ว่านายเองก็เหนื่อยใช่มั้ยล่ะ นายจะทำให้กล้ามเนื้อนายอักเสบเอานะ?



ฮาจิเมะ ​: อะฮะฮะ มิตสึรุคุง แม้ว่าปกตินายจะไม่เข้าใจอะไรยากๆ แต่ว่าเวลาเป็นเรื่องการแข่งขัน นายเนี่ยทุ่มสุดตัวเสมอเลยนะ.... สมกับเป็นเด็กผู้ชายจริงๆ ผมเองก็ต้องเรียนรู้จากเขาเหมือนกันสินะ



โทโมยะ : อะฮะฮะ นั่นสิ ฉันเองก็ต้องทำตัวโง่ๆ แบบเขาดูบ้างซะแล้ว พรุ่งนี้เรามาพยายามให้เต็มที่กันเถอะ~.... ฉันรู้สึกเหมือนว่าจะโดนหักคะแนนไปซะแล้วล่ะ!



นาซึนะ : อืม เกี่ยวกับ Valkyrie น่ะ ฉันจะเล่าให้พวกนายฟังแล้วกัน



โทโมยะ : .....ถ้าเกิดคุณลำบากใจคุณค่อยเล่าตอนที่สบายใจก็ได้นะ



นาซึนะ : ไม่ล่ะ ยังไงซักวันฉันก็ต้องเล่าให้พวกนายฟังอยู่แล้ว แถมตอนนี้ก็เป็นโอกาสที่เหมาะที่จะเล่าแล้วด้วย


มันเป็นเวลาหลังไลฟ์แล้ว ฉันควรจะปล่อยให้พวกนายกลับบ้านพักผ่อน แต่ว่า...


ฉันสรุปมันคร่าวๆ แล้วล่ะ คงใช้เวลาไม่นานหรอก ถึงฉันจะไม่ค่อยเข้าใจความรู้สึกของตัวเองเท่าไหร่ก็เถอะ แถมบางอย่างอาจจะสะกิดใจฉันอยู่ แต่...


ถึงจะเป็นแบบนั้น ฉันก็อยากให้พวกนายได้รับรู้


ฉันน่ะ... ไม่อยากทำกับพวกนายเหมือนกับว่าเป็นแค่ตุ๊กตาที่จะเติมเต็มความฝันของฉัน เหมือนกับที่อิทสึกิบอกว่าพวกนายเป็น เพราะงั้น...


ฉันอยากจะคุยกับพวกนายอย่างเท่าเทียม เหมือนกับมนุษย์ที่มีหัวใย


แน่นอนว่าฉันไม่ได้อยากให้พวกนายมายกยอฉัน มันเป็นแค่เรื่องที่ฉันอยากพูดออกมาเท่านั้นล่ะ


ฉันแค่ไม่อยากทำให้พวกนายต้องเจ็บปวด เพราะงั้นฉันจะเลือกทางของตัวเอง และมันก็มีบางสิ่งที่ฉันอาจจะสื่อออกไปไม่ได้


แต่ถ้าเกิดพวกนายโอเคล่ะก็... มาทางนี้สิ พวกนาย


จนถึงตอนนี้ ฉันยังไม่เคยเล่ามันให้ใครฟังเลย เพราะงั้นมาเก็บไว้เป็นความลับของพวกเราเถอะนะ


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว.... ฉันเคยเป็นตุ๊กตาที่ไม่มีความปรารถนาเป็นของตัวเอง



================================================

เปิดตอนมาก็มีกลิ่นดราม่าฟุ้งเลย 55555


อยากพายามแปลสตอรี่นี้ให้ทันสเตจวัลคีรี่ให้ได้ แต่ดูทรงแล้วน่าจะไม่ทัน


ยังไงก็มาอัพให้แล้วนะคะ ขอฝาก Marionette เอาไว้ในอ้อมอกด้วยนะคะ <3

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

Concerto - Epilogue 2

Concerto Epilogue 2


สถานที่ : ฮอลล์คอนเสิร์ต


มาดาระ : ยังไงก็แล้วแต่ ตอนนี้เอย์จิซังอยู่ในฮอลล์คอนเสิร์ต ทำไมนายไม่ลองเอาเพลงที่แต่งเองฟาดหน้าเขาซักทีแทนคำทักทายดูล่ะ?


พวกนายเคยเป็นเพื่อนกันใช่มั้ยล่ะ ถึงจะเป็นเวลาเพียงไม่นานก็เถอะ



เลโอ : อึ่ก เจ้าโง่นั่นอยู่ที่นี่ด้วยเหรอ? ทำไมล่ะ?


ฉันเจอเคย์โตะก็จริง แต่ว่า... ฉันไม่คิดว่าอีกคน จะมาสนใจฉันรอบนี้ด้วยนะเนี่ย



มาดาระ : เขาพูดเหมือนกันเลยล่ะ แต่ก็มีเพียงพระเจ้าที่รู้อีกนั่นแหละนะ นอกจากสิ่งที่เราเห็นอยู่ตรงหน้า นายก็จะสามารถคิดให้มันเป็นไปยังไงก็ได้


เอย์จิซังกับเคย์โตะซัง-- คนที่เคยมีความทรงจำร่วมกับนาย-- ตอนนี้กำลังอยู่ในที่นั่งของผู้ชม ยังไงเรื่องยนี้มันก็ยังคงเป็นความจริงอยู่ดี การคิดไปเองมันไม่ช่วยอะไรหรอกนะ


ที่สำคัญในตอนนี้คือนายจะตอบโต้กับความเป็นจริงยังไงต่างหากล่ะ


นายจะเมินมันอีกครั้ง เอาแต่สั่นกลัวรอให้พายุโหมกระหน่ำผ่านไป คิดเองเออเองว่านายไม่ได้มองเห็นมันเหรอ? มันช่วยให้นายเปลี่ยนอะไรได้รึเปล่าล่ะ? มันทำให้มีอะไรง่ายขึ้นมาบ้างมั้ย?


ฉันอยากให้นายค่อยๆ คิดก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรนะ


แล้วก็ ถ้าเกิดเป็นไปได้ ฉันก็อยากจะให้นายสนุกไปกับมันมากกว่า! ชีวิตของนายมันก็เขึ้นอยู่กับนายนั่นแหละ ทำเพื่อความปรารถนาของตัวเองเถอะ! ฮ่าฮ่าฮ่า!


นั่นคือสิ่งที่ฉันทำเสมอ! ทุกวันจะถูกเติมเต็ม! สนุกจริงๆ เหมือนทุกวันเป็นเทศกาลเลยล่ะ! ฮ่าฮ่าฮ่า!


นายจะย้อนกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้! สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ขอโทษที่ให้รอครับ!


ให้พวกเราได้แสดงคอนเสิร์ตที่ต่ำตมและไร้ศีลธรรมถึงขั้นพระเจ้าและพระพุทธเจ้าจะต้องหันหน้าหนีพร้อมกับแลบลิ้นใส่!


เอาล่ะ เอาล่ะ ทุกคน มองขึ้นมา! ยืนขึ้นมาได้เลยนะครับ! อย่ามัวแต่สับสนที่จะปรบมือนะ!


ทั้งคนรวยและคนจน! ผู้หญิงและผู้ชายทุกวัย! มาร้องและเต้นรำไปกับคอนเสิร์ตของพวกเรากันเถอะ!


นั่นคือความหมายของ "การมีชีวิต" ทุกคนที่อยู่ที่นี่ยังมีชีวิตอยู่ใช่มั้ยครับ?


ถ้าเกิดพวกคุณตายไปแล้ว ผมขอแสดงความเสียใจจากใจจริง! ผมจะขอส่งพวกคุณไปถึงสวรรค์และนรกด้วยบทสวดส่งวิญญาณนี้!


คอนเสิร์ตที่เต็มไปด้วยความหรูหรา! การแสดงบทเพลงสวดส่งวิญญาณที่รวบรวมมาจากทั่วโลกโดยไม่พักเป็นชั่วโมง! ผมหวังว่าเราจะทำให้พวกคุณได้รับเสียงหัวเราะอย่างเต็มที่!


แบกมิโคชิ* ขึ้นมา! ตีไทโกะ**ซะ! มันก็คืองานเทศกาลไงล่ะ เทศกาลลลลล!


♪~♪~♪



เลโอ : (ว้าว อินโทรของเขาอย่างกับงานเทศกาลรื่นเริง แต่ว่าการแสดงของเขามันคนละเรื่องเอามากๆ เลย


ไม่สิ เขาไม่ได้ทำตามที่ปกติควรเป็น  ยังไงเขาก็เป็นคนที่สดใสอยู่แล้วล่ะนะ... เขาแสดงออกมาอย่างเต็มกำลัง ด้วยแรงแบบเขา มองแล้วฉันรู้สึกว่าเขาหักเครื่องดนตรีได้เลย)


(Violin of the Setting Sun) Madara Mikejima CG



เลโอ : (เขากำลังเปลี่ยนกำลังมหาศาลของตัวเองให้กลายเป็นการแสดงที่งดงาม เขานี่เป็นนักดนตรีชั้นยอดเลยจริงๆ สมแล้วที่เป็นหม่าม๊า ทำได้ทุกอย่างจริงๆ


การแสดงของเขาทำให้มืออาชีพยังอายได้ ฉันเข้าใจได้เลยว่าทำไมหลายๆ คนเมื่อยู่กับเขาถึงรู้สึกว่าเป็นได้แค่ไอ้โง่


แม้ว่าจะอยู่ในต่างประเทศ เขาก็สามารถจัดการอะไรหลายๆทอย่างได้อย่างง่ายดาย นายไปเรียนอะไรแบบนี้มาจากไหนเนี่ย?


ไม่สำคัญว่าตัวนายจะอยู่ที่ไหน เขาก็พูดภาษาท้องถิ่นได้คล่องไปหมด


ในความเป็นคนเขาเหนือกว่าคนทั่วไปเอามากๆ นั่นอาจจะทำให้เขารู้สึกสับสนได้เช่นกัน ฉันเข้าใจความเจ็บปวดนั่นดีเลยล่ะ


แต่เพราะแบบนั้น พวกเราถึงเป็นเพื่อนกันได้


เขาคอยดูแลฉันอยู่เสมอ ช่วยฉัน แล้วก็รักฉัน แต่ว่าฉันไม่เคยตอบแทนอะไรเขาเลย พวกเราเป็นเพื่อนที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะงั้นฉันเองก็อยากจะทำอะไรเพื่อหม่าม๊าบ้าง)



มาดาระ : ...♪



เลโอ : (โอ๊ะ? หม่าม๊าวิ้งค์ให้ฉันด้วยล่ะ! แปลว่าเขาไม่ได้รู้สึกเครียดเลยงั้นสินะ!


ก็ได้ ถ้างั้นดูเหมือนว่ารอบๆ เวทีจะมีเครื่องดนตรีอื่นโดนวางเอาไว้งั้นสินะ ถ้างั้น... สงสัยฉันต้องเข้าไปซะแล้วล่ะ!


เวทีก็ยังคงทำให้ฉันรู้สึกกลัวอยู่ดี มันคือสถานที่ที่ทำให้ฉันสูญเสียทุกอย่างไป


แต่ว่าหม่าม๊าก็ยังคงจับมือฉันเอาไว้ แล้วฉันเองก็ได้สัมผัสอะไรมากมายมาระหว่างที่เดินทางไปรอบโลก


ฉันจะปลดปล่อยสิ่งที่ฉันเก็บเอาไว้ในก้นบึ้งของหัวใจในรูปแบบของบทเพลงใหม่ของฉัน ไม่ว่าจะดีหรือไม่ ฉันก็จะต้องทำมันงั้นสินะ


พวกนายมาเพื่อมองสิ่งนี้งั้นสินะ เท็นชิ เคย์โตะ.... ถ้าเกิดใครซักคนอยากจะเจอพวกนาย มันก็เป็นหน้าที่ของพวกนายที่จะตอบรับด้วยทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกนายมี ถ้าคือความหมายของการเป็นไอดอลยังไงล่ะ


ใช่แล้ว ฉันเองก็เช่นกัน ฉันยังคงเป็นไอดอลอยู่)


♪~♪~♪



มาดาระ : (โอ้ ดีแล้วล่ะ ที่นายเข้ามา ไม่ใช่แค่การแต่งเพลงหรอก นายรักที่จะแสดงมันออกมาเช่นกัน... เลโอซัง ♪


ไม่ใช่สิ นายน่ะ ชอบการทำให้คนอื่นมีความสุข


ไอดอลที่ทั้งบริสุทธิ์และงดงามผู้ที่รักคนอื่นยิ่งกว่าอะไร และแน่นอนว่าความรักของนายจะได้รับการตอบรับเช่นกัน


คนที่หยุดมันเพราะเรื่องเล็กๆ น่ะ จะต้องเสียใจทีหลังอย่างแน่นอน


มองอยู่รึเปล่า เอย์จิซัง เคย์โตะซัง? ถ้าจะให้พูดแบบเลโอซังล่ะก็ นี่คือบทสวดส่งวิญญาณสำหรับเจ้าพวกขี้แพ้


พิธีกรรมที่เขาจะฝังศพที่น่าสงสารของตัวเอง เพื่อที่จะเตรียมพร้อมสำหรับวันที่เขาจะฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง


ฉันมั่นใจว่ามันจะต้องแตกต่างจากเพลงที่เขาจะแต่งขึ้นมาในอนาคตอย่างแน่นอน ท่วงทำนองที่งดงามที่จะมอบรอยยิ้มให้กับผู้คน...


กลุ่มก้อนของความสุขที่จะเปลี่ยนเป็นทุ่งดอกไม้ในโลกใบนี้


ฉันมั่นใจว่ามันจะเป็นที่เล่าขานกันไปทั่วโลก การแสดงในวันนี้คือบทบรรเลงนำสู่เรื่องราวในวันนั้น


เพียงแค่วันนี้เท่านั้น ฉันอยากจะให้พวกนายให้กำลังใจเขา และปรบมือให้เขาในฐานะของแขก


ทสึกินากะ เลโอจะตายลงไปครั้งหนึ่ง และจะฟื้นคืนกลับขึ้นมาอีกครั้ง


อา ฉันรู้สึกโชคดีที่ได้เป็นพยานในเหตุการณ์ในวันนี้จริงๆ)


♪~♪~♪

------------------------------------------

*เป็นศาลเจ้าขนาดเล็กที่คนแบกเดินขบวนในงานเทศกาล

**เป็นกลองชนิดนึงของญี่ปุ่น


======================================


ปิดจ็อบแล้วค่า 55555


เป็นเนื้อเรื่องที่อ่านแล้วจะร้องไห้ตามจริงๆ (ร้องแล้วด้วย...)


จากในเช็คเมทท์ ที่พูดเหมือนกับเลโอตายไปแล้ว


ตอนนี้เลโอพร้อมกลับมาอีกครั้งแล้ว เวลาผ่านไปเร็วจริมๆ... (เพราะข้ามมาหลายอีเว้นท์--)


ขอบคุณที่ติดตามสตอรี่บทนี้มาด้วยกันนะคะ ดีใจมากๆ เลยที่แปลเสร็จได้ T v T


พอได้มาอ่านเองแล้วก็ชอบมากจริงๆ ฮือ...


เจอกันใหม่อีเว้นท์ถัดไปนะคะ


End of the Marionette's Stings!

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

Concerto - Epilogue 1

Concerto Epilogue 1
สถานที่ : ฮอลล์คอนเสิร์ต

เลโอ : ........


มาดาระ : ขอบคุณที่รอนะ เลโอซางงงงงงงง! หม่าม๊าไม่อยู่เหงารึเปล่า?


เลโอ ​: อ๊ะ หม่าม๊า... เฮ้ ฉันเคยบอกนายหลายรอบแล้วนะ ว่าก่อนจะทำอะไรช่วยอธิบายก่อนซะบ้างน่ะ

ปล่อยฉันไว้กับคนที่ฉันไม่รู้จักแบบนี้มันเหงามากเลยนะ


หม่าม๊า : ฮ่าฮ่าฮ่า! ขอโทษที! แต่ว่าไม่ใช่ว่าระหว่างที่ท่องเที่ยวไปรอบโลกโดยที่ไม่มีเงินติดกระเป๋าเลย ไม่ใช่ว่ามันสอนให้นายเข้าใจการเข้าหามนุษย์ด้วยกันเลยเหรอ?

แม้ว่านายจะไม่เข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูด แต่ว่ามนุษย์ก็เป็นพวกพ้องเดียวกัน ไม่ใช่ศัตรูหรอก แต่ก็ไม่ใช่ว่านายจะเชื่อใจพวกเขาได้เต็มร้อยเช่นกัน แต่ว่า...

พวกเขาเองก็เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันกับพวกเรา ที่มีสมองเหมือนกัน และพวกเราก็สร้างความรู้สึกต่างๆ ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้งห้า

พวกเขาไม่ใช่พวกสิ่งมีชีวิตแปลกปลอมอย่างเอเลี่ยน ถ้าเกิดนายลองคุยกับพวกเขาดู นายจะเข้าใจ

ถ้าเกิดนายยิ้ม สัมผัสพวกเขาอย่างอ่อนโยน แล้วก็ร้องเพลงไปด้วยกัน นายจะกลายเป็นเพื่อนกับพวกเขา ไม่ใช่ว่ามันเป็นแบบนั้นมาเสมอหรอกเหรอ?

ดนตรีน่ะ มีอยู่ทุกที่ พวกเราสามารถเข้าใจกันและกันได้ ผ่าน "สิ่งนั้น"


เลโอ : นั่นมันสำหรับนาย หม่าม๊า ส่วนฉันเจอช่วงเวลาที่เลวร้ายมาจริงๆ นะ~...

ฉันโดนส่งออกไปต่างประเทศโดยที่ไม่ได้เตรียมใจ ทั้งๆ ที่ฉันไม่เคยออกจากญี่ปุ่นมาก่อนเลย

ฉันไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองตกอยู่ในอันตรายเลยเพราะว่าคนที่เป็นเหมือนบอร์ดี้การ์ดที่หม่าม๊าหามาให้ แต่ว่า...

ฉันสูญเสียไปแล้วล่ะ ฉันโดนพิษที่ทำให้ฉันคุยกับใครไม่ได้อีกแล้ว

ฉันดีใจมากเลยนะ ที่ได้พบกับเอเลี่ยนตัวนั้น เอเลี่ยนจากทางเหนือที่คุยญี่ปุ่นกับฉันได้


มาดาระ : เอเลี่ยน? อา จริงสิ เลโอซังหายไปช่วงนึง แล้วก็บอกว่า "ถูกเอเลี่ยนลักพาตัวไป​!" งั้นสินะ


เลโอ : อืม ฉันหลงทาง หายไปในที่ที่เหมือนกับค่ายทหาร แล้วฉันก็โดนจับได้ ฉันคิดแล้วล่ะว่าฉันจะต้องตายแน่ๆ...

แต่ว่าเอเลี่ยนที่น่ารักได้ช่วยฉันเอาไว้

เฮ้อ ไปต่างประเทศนี่มันลำบากจริงๆ~

ตอนแรกที่ฉันกลับมาที่ญี่ปุ่นนะ รูกะตันทักทายฉันด้วยภาษาญี่ปุ่นว่า "ยินดีต้อนรับกับมานะ พี่จ๋า" แล้วเธอก็ซื้อชากับข้าวปั้นมาให้ ฉันกล้าพูดเลยว่าฉันหยุดน้ำตาในตอนนั้นไม่ได้เลยจริงๆ


มาดาระ : ฮ่าฮ่าฮ่า! ไม่ใช่ว่าญี่ปุ่นเป็นเหมือนกับสวรรค์บนเกาะเลยไม่ใช่รึไง? ก็ยังดีนะ ที่นายยังพอจะสื่อสารกับคนอื่นได้อยู่บ้าง!

ตอนนี้นายเข้าใจรึยังล่ะว่าการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มันน่ายินดีมากแค่ไหน?

หรือว่านายยังคงอยากไปอยู่ในที่ไกลแสนไกลอยู่อีก?

ถ้าเกิดเป็นแบบนั้นล่ะก็ ฉันจะไม่ห้ามนานหรอก มันคือชีวิตของนาย เลโอซัง นายมีสิทธิ์เลือกว่าจะใช้ชีวิตยังไง


เลโอ : อือ~ ฉันคิดอยู่เหมือนกัน ตอนนี้ฉันได้รู้แล้วว่าโลกมันกว้างแค่ไหน ฉันรู้สึกว่าตัวเองมันโง่ที่มัวแต่เศร้าโศกไปภายในโลกของโลกเรียนเล็กๆ ในประเทศเล็กๆ อย่างญี่ปุ่น

งานที่นายแนะนำให้ฉัน ที่บริษัทดนตรีของต่างประเทศมันราบรื่นดีมากเลย ฉันสนุกมากเลยล่ะ

มันดีแน่ๆ ถ้าเกิดฉันเลือกที่จะทำงานประจำที่นั่นไปเลย

แล้วใครบางคนอย่างเซนะ ที่จะเป็นไอดอลที่ดีได้ จะได้ร้องเพลงที่ฉันแต่งโดยไม่รู้ว่าฉันเป็นคนแต่งเพลงนั้นออกมา

นั่นคงจะพอสำหรับฉันแล้วล่ะ มันคงจะเป็นโชคที่ดีพอสำหรับคนที่ยอมแพ้จากการหลีกหนีความตายไปอย่างฉันแล้วล่ะ


มาดาระ : ฮ่าฮ่าฮ่า! ฉันคิดว่าคงอยากอิซึมิซังคงรู้ได้ทันทีเลยล่ะว่าเพลงนั้นเลโอซังเป็นคนแต่งขึ้นมา

มันเป็นไปไม่ได้หรอก ที่จะ "เข้าใจได้โดยที่ไม่ได้พูดอะไร" นายควรจะบอกเขาว่าเกิดอะไรขึ้นนะ

เขาเป็นห่วงนายมากเลย แล้วก็คอยด่าทอตัวเอง "เป็นเพราะฉันเอง เลโอคุงถึงได้เสียความเป็นตัวเองไป"

เอย์จิซังเองก็ซ่อนความเป็นห่วงของตัวเองไว้ แต่ดูเหมือนว่าเขาเองก็เป็นมีปัญหาอยู่เหมือนกัน


เลโอ ​: ทำไมทุกคนถึงได้ตัดสินใจเอาเองว่าฉันเสียความเป็นตัวเองไปแล้ว.... เอาเถอะ ฉันคิดว่าทุกคนก็คิดแบบนั้นอยู่แล้วล่ะ~ ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองตกลงไปที่ก้นบึ้งของหลุมมาเหมือนกัน

แต่หม่าม๊าพยายามดันฉันขึ้นมา ด้วยการขุดหลุมลงไปให้ลึกขึ้น จนไปถึงโลกใหม่

ที่นั่นคงเป็นเหมือนนรก แต่ฉันก็ตั้งใจที่จะใช้ชีวิตต่อไปที่นั่นเช่นกัน

ความกลัวไม่ได้ทำให้เกิดดีๆ ขึ้นมาอยู่แล้วล่ะ

มันคือความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของโลกเลย ที่อัจฉริยะอย่างฉันจะทิ้งเวลาไปวันๆ โดยที่ไม่แต่งเพลงเลย!วะฮ่าฮ่า!

นั่นคือสิ่งที่ฉันคอยคิดอยู่เสมอเวลาที่ฉันได้ลงมือเขียนโน้ตเพลงออกมาทีละตัว

พยายามจดจำความเจ็บปวดและความเศร้า วันหนึ่งมันจะกลายเป็นอินสปิเรชั่นสำหรับบทเพลงใหม่ ฉันเชื่อแบบนั้น แล้วก็ค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าเพื่อว่าซักวันหนึ่งฉันจะได้เริ่มมันอีกครั้ง

อย่างแรก ฉันจะขอมอบบทเพลงสวดส่งวิญญาณให้กับตัวเอง เจ้าคนขี้แพ้ เหมือนกับที่โมซาร์ททำ

เจ้าหมอนั่นคงนั่งแต่งเพลงอยู่บนสวรรค์แน่ๆ บ้าจริง

ฉันยังฟังมันมากเลย! แต่ว่าฉันเป็นอัจฉริยะประเภทที่จะเก็บสิ่งที่ต้องการที่สุดไว้หลังสุด!

วะฮ่าฮ่าฮ่า! สำหรับตอนนี้ฉันจะบรรเลงเพลงที่สามารถสร้างขึ้นมาได้เพียงแค่ในโลกที่น่าอึดอัดแบบนี้เอง!


มาดาระ : เยี่ยมไปเลย! งั้นฉันจะให้ยืมมือของฉันแล้วกัน เลโอซัง ♪


เลโอ : ขอบคุณมากเพื่อนรัก! ฉันรักนาย!

แต่ว่าให้ฉันได้ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปเถอะนะ! ฉันบอกนายแบบนี้ตลอด หม่าม๊า แต่ว่าเวลาฉันยืมมือนายทีไร มือของนายมันแข็งแกร่งเกินไป มันสร้างหายนะได้เลยนะ!


มาดาระ : งั้นเหรอ แต่นั่นคือสิ่งที่ฉันเป็นห่วงที่สุดเลยล่ะ ฉันหวังว่าทุกคนจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกัน


เลโอ : วะฮ่าฮ่าฮ่า! ตราบใดที่นายมีแรงมากพอที่จะยกปากการขึ้นมา นายก็สามารถแต่งเพลงออกมาได้! นายยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้!

เอาล่ะ สำหรับมือใหม่ ฉันอยากให้หม่าม๊าเล่นเพลงที่ฉันเพิ่งจะแต่งเสร็จ... "บทสวดส่งวิญญาณสำหรับทสึกินากะ เลโอ" ♪


มาดาระ : ฟังดูเป็นลางร้ายยังไงก็ไม่รู้ แต่ฉันคิดว่ามันคือจุดสำคัญของคอนเสิร์ตวันนี้เลยล่ะ

ฉันบอกนายไปรึยังนะ? พวกเราทุกคนเตรียมคอนเสิร์ตไปแล้ว แต่ว่าพวกเรามีนักดนตรีไม่พอ เพราะว่าพวกเขาต่อต้านนโยบายที่พวกเราจัดขึ้น

นั่นเลยทำให้สปอนเซอร์กับผู้จัดการคอนเสิร์ตมีปัญหามากๆ เลยล่ะ

พวกเขาถามฉัน "นายพอจะทำอะไรได้บ้างมั้ย มิเคจิมะคุง?" ฉันก็เลยโดนลากไปเกี่ยวด้วยเลย

ฉันไม่เคยปฏิเสธคำขอร้อง ฉันเป็นคนแบบนี้แหละนะ

จริงๆ ฉันก็จัดการเองได้อยู่หรอก แต่ว่า... เลโอซัง ถ้าเกิดนายอยากล่ะก็ ช่วยเล่นเพลงออกมาเถอะนะ แม้ว่ามันจะเป็นเพลงที่นายเพิ่งแต่งออกมาก็เถอะ

ในท้ายที่สุดแล้ว ฉันที่พยายามรวบรวมทุกอย่างเอาไว้ด้วยกัน ฉันก็ยังอยากมอบสิ่งเหล่านี้ให้กับผู้คนที่อยู่ไกลออกไปมากจริงๆ

=====================================

เหลืออีกแค่ 1 ตอนจะจบแล้วนะคะ สำหรับ Concerto

ตอนนี้เป็นตอนที่เราไม่เคยอ่านมาก่อนจริงๆ ค่ะ เพราะหนีไปแปลอย่างอื่นมา บทนี้ยังไม่เคยได้อ่านผ่านๆ เลย

ตอนที่อ่านก็รู้สึกอินไปกับหม่าม๊าและเลโอมากจริงๆ ไม่รู้เลยว่าเจออะไรกันมาบ้าง

ในบทสุดท้ายก็ขอฝากไว้ในอ้อมอกกันด้วยนะคะ <3

Concerto - For Whom the Requiem Plays 6

Concerto 6สถานที่ : ฮอลล์คอนเสิร์ต

เอย์จิ : เธอนี่เป็นคนเดาอะไรเก่งจริงๆ เลยนะ น่ารังเกียจจริง

ผมไม่รู้หรอกว่ามันเป็นความกล้าหรือเพราะเป็นคนตรงๆ กันแน่ เธอถึงได้ถามผู้สอบสวนว่า "นี่กำลังสอบสวนผมอยู่เหรอ?"

แต่ผมว่าเธอได้ช่วยผมจากปัญหาล่ะ

อีกไม่นานอคเนิสร์ตกำลังจะเริ่มแล้ว เธอช่วยให้พวกเราไม่หลุดประเด็นโดยการโยงกลับเข้ามาที่ประเด็นหลักที่พวกเรามาในวันนี้


มาดาระ : มันคือการตรงไปตรงมา! มันคือทางที่ดีที่สุดเพราะว่ามันจะสร้างความเสียหายน้อยที่สุดสำหรับผู้อื่น! เห็นด้วยมั้ย เอย์จิซัง?


เอย์จิ : "เอย์จิซัง" งั้นเหรอ นอกจากเธอจะมีความสามาถรมากกว่าคนอื่นแล้ว เธอยังยกยอให้คนอื่นดูเป็นคนสูงส่งกว่าอีกต่างหาก เธอไม่คิดว่าที่ทำอยู่มันดูช่างเสียดสีเกินไปหน่อยเหรอ?


มาดาระ : ด่าแบบสุภาพได้เจ็บสุดๆ เลย! ฉันเถียงไม่ได้เลยล่ะ

มนุษย์เราทุกคนมักจะมีความต้องการที่จะควบคุมเจ้าพวกที่อยู่สูงกว่าตัวเองกันอยู่แล้ว

มันก็เหมือนกับการที่คนเราชอบใช้สมาร์ทโฟนแล้วคอมพิวเตอร์เพราะว่ามันมีการกักเก็บความทรงจำเอาไว้ได้มากกว่าที่มนุษย์ทำยังไงล่ะ แถมยังมีฟังก์ชันมากกว่ามนุษย์ด้วย

ฉันแค่อยากให้คนที่อยู่รอบตัวฉันแข็งแรงและมีความสุขเท่าที่จะทำได้ ถ้าเกิดฉันเข้าหาคนด้วยท่าทีแบบปกติล่ะก็ จบไม่สวยแน่ๆ


เอย์จิ : แปลว่านายเป็นห่วงทุกคนจริงๆ สินะ อ่อนโยนจริงๆ มิเคจิมะคุง เธฮนี่เป็นคนอ่อนโยนที่ฉันอยากจะเอาชนะมากที่สุดเลย


เคย์โตะ : นี่ ฉันเดาได้เลยว่าพวกนายไม่เข้ากันสุดๆ แน่ๆ แต่ว่าอย่าทะเลาะกันนะ... ตอนนี้พวกเราอยู่ในที่สาธารณะ ทำตัวดีๆ หน่อย


เอย์จิ : มิเคจิมะคุงเริ่มก่อนนะ


เคย์โตะ : สำหรับฉัน ฉันว่ามิเคจิมะเหมือนกับผู้ใหญ่ที่ต้องมาจัดการกับเด็กเอาแต่ใจมากกว่า

...ยังไงก็เถอะ มิเคจิมะ ตอบคำถามมาซะดีๆ

ทำไมนายถึงได้มาอยู่ในที่นั่งของผู้ชมแบบนี้ มีอะไรจะมาพูดกับพวกเรารึเปล่า?

นายบอกว่าที่มาอยู่ที่นี่เพราะว่ามีสองเหตุผล แต่พวกเรายังไม่ได้ยินเหตุผลที่สองเลยนะ


มาดาระ : ในบางครั้ง การพูดน้อยก็ทำให้อะไรๆ ดีกว่านะ ปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดมักจะใกล้เคียงกับจินตนาการเสมอ

แต่ฉันทำอะไรไม่ได้นอกจากตอบคำถามในสิ่งที่ฉันถาม นั่นคือวิธีที่ฉันใช้ชีวิต! น่ารำคาญจริงๆ♪

มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอกที่จะเก็บเป็นความลับ-- ยังำงฉันก็ไม่ได้มีเวลามากซะด้วย

ฉันจะพูดแบบนี้แล้วกัน ฉันอยากให้พวกในมาอยู่ในสถานะของ "แขก" ในวันนี้ นั่คือสิ่งที่ฉํนตั้งใจจะมาบอกพวกนายเท่านั้นแหละ

อย่าเคลื่อนไหวอะไรไม่เข้าท่าเด็ดขาด ฉันแค่อยากให้พวกนายสนุกไปกับมัน แล้วก็คิด "อา นี่มันเป็นประสบการณ์ที่ดีจริงๆ" รู้สึกพอใจ แล้วก็กลับบ้านไปซะ

ถ้าเกิดพวกนายทำตัวไมาเหมาะสมกับการเป็นแขกล่ะก็ ฉันจะจัดการพวกนายซะ ในฐานะของสตาฟ

ฉันจะทำให้พวกนายกลับไปทันที แล้วก็คืนพวกเครื่องดื่มที่ฉันยกมาให้เมื่อกี้ด้วยเช่นกัน


เอย์จิ : เธอบอกว่าให้ผมคืน แต่ว่า... ผมดื่มหมดไปแล้วนะ?


มาดาระ : ฮ่าฮ่าฮ่า! ฉันก็แค่ต่อยท้องให้นายอ้วกคืนออกมายังไงล่ะ!


เอย์จิ : นั่นมันน่ากลัวชะมัด เธอได้ยินมั้ย เคย์โตะ? ไม่ใช่ว่าแบบนั้นมันเข้าขั้นอาชญากรเลยเหรอ์


เคย์โตะ : ฉันจะจำเอาไว้ อนาคตมันคงมีประโยชน์แน่ๆ

...แล้วก็เรื่องนั้นนายไม่ต้องบอกพวกเราก็ได้นะ เพราะว่าในวันนี้พวกเราตั้งใจว่าจะมาในฐานะของแขกอยู่แล้วล่ะ


มาดาระ : จริงเหรอ? พวกนายสองคนยืนอยู่บนเวทีในฐานะของไอดอลมานานมากแล้วนะ จนไม่รู้ว่าตอนนี้รู้หน้าที่ของตัวเองในฐานะผู้ชมรึเปล่า?

อย่าเข้มเส้นมาเด็ดขาด ถ้าเกิดพวกนายทำล่ะก็ ฉันจะจัดการพวกนายซะ

...แน่ใจนะว่าจำเอาไว้แล้ว? อยากให้ฉันพูดซ้ำให้อีกครั้งนึงมั้ยล่ะ?

เลโอซังจะขึ้นเวทีมาด้วยวันนี้ มันคือครั้งแรกที่เขาจะกลับขึ้นมายืนบนสเตจที่เขารักอีกครั้งหลังจากที่ผ่านมานาน

เขาหวาดกลัว และยืนอยู่ได้เพียงแค่ตรงขอบมุม และมีโอกาสที่เขาจะไม่มีวันกลับมาที่โลกนี้อีกแล้ว

อย่าเข้ามาขวางทางเด็ดขาด คนทั่วโลกกำลังรอการกลับมาของเขาอยู่ ถ้าเกิดพวกนายเข้ามาขวางล่ะก็ ไม่สำคัญหรอกว่านายเป็นใคร ฉันจะทำลายพวกนายทิ้งซะ

นั่นคือสิ่งที่ฉันตัดสินใจเอาไว้แล้ว

ฉันเสียชื่อในฐานะของ "ฮีโร่"ตั้งแต่ฉันออกมาจาก Ryuseitai เมื่อนานมาแล้ว แต่ว่า...

เลือดของความยุติธรรมยังคงไหลเวียนอยู่ในตัวของฉัน


เอย์จิ : "เพื่อความปรารถนาของทุกคน"งั้นเหรอ มันคือความยุติธรรมจริงๆ นั่นแหละ ดูเหมือนว่าในมุมมองของเธอจะมีบางอย่างที่เหมือนกับสิ่งที่พวกเราทำ สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่พวกเราตั้งใจจะทำ ผมว่าจริงๆ เราอาจจะเข้ากันได้ก็ได้นะ รู้มั้ย


มาดาระ : ฉันคงเห็นด้วยแน่ๆ ถ้าเกิดความเห็นของนายมันไม่บิดเบือดความจริงน่ะนะ

เคย์โตะซังก็ด้วย... รู้สึกเหมือนกันใช่มั้ยว่าสิ่งที่เอย์จิซังแสดงออกมา มันไม่เหมือนกับว่ากำลังทำเพื่อทุกคนอยู่

นั่นแหละ นายมันฮีโร่ตัวปลอม

อย่าสำคคัญตัวผิดสิ ถ้าเกิดมีบางอย่างสร้างปัญหาให้นาย นายจะต้องร้องไห้ขอความช่วยเหลือ นั่นแหละ คือบทบาทที่ถูกต้องของนาย ♪


เอย์จิ : ...นี่เธอกำลังหาเรื่องผมอยู่เหรอ?


เคย์โตะ : เขากำลังยั่วโมโหนายต่างหาก เขาพยายามจะดึงความสนใจของนายมาที่ตัวเอง นายจะได้เลิกยุ่งกับทสึกินากะซะ


เอย์จิ : อ้อ งั้นเหรอ... ครั้งนี้ผมไม่ได้มาเพื่อทสึกินากะคุงอยู่แล้วล่ะนะ


มาดาระ : ฮ่าฮ่าฮ่า! งั้นทำไมนายถึงได้แบกร่างกายอ่อนแอๆ นั่นออกมาไกลๆ ขนาดนี้ล่ะ? ทำไมถึงได้เสี่ยงแบบนี้?

นายเอาแต่พูดโกหกจนฉันไม่รู้แล้วว่าความรู้สึกจริงๆ ของนายมันเป็นยังไงกันแน่ ไม่ใช่รึไง?

เอย์จิซัง นายนี่มันน่าสงสารจริงๆ


เอย์จิ : ...ผมมองเห็นหรอกน่าว่าเธอจะยั่วโมโหผมไปเพื่ออะไร และเธอก็ทำให้ผมโมโหได้จริงๆ ซะด้วย

เธอเริ่มจะดูเหมือนศัตรูของผมมากกว่าเพื่อนซะแล้วล่ะ

ทำให้ทริปนี้ของผมมีค่าขึ้นมาซะแล้วนะเนี่ย

=================================================
บทที่ 6 มาแล้วค่า พิมพ์สดไม่ได้แก้อะไรเลย

ตอนนี้มันเจ้มจ้นจริงๆ อมก

ทีมหม่าม๊าหรือเอย์จิกันดีคะ :3

ชอบบทเวลาจิกกัดกันจังเลย รู้สึกฟีลมันได้มากๆ 555555

Cacophony◆Whirling Horror Night Halloween - HOLLOW WIN 8

  ผู้แปล : Grazioco สถานที่ : ห้องเก็บเสียงสำหรับซ้อม มาโคโตะ : อืม แต่ว่าช่วงนี้น่ะ ผมรู้สึกว่าต่อให้พวกเราพยายามจะกั๊กข้อมูลยังไง มั...